ช่วงเวลาของการเล่นโยคะที่ดี และระยะ การเล่นโยคะ ที่เหมาะสม

การเล่นโยคะสามารถเล่นได้ทุกช่วงแต่มีข้อแนะนำในช่วงเวลาที่ไม่ควรเล่นดังนี้ค่ะ
1 ไม่แนะนำให้เล่นตอน เที่ยง เพราะจะเป็นช่วงที่ blood pressure สูงมากที่สุด เนื่องจากแรงดึงดูดของพระอาทิตย์ต่อโลกจะแรงในตอนกลางวัน (ซึ่งจะสังเกตได้จากน้ำหนักของตัวเราจะเบา แต่หากชั่งน้ำหนักตอนเที่ยงคืน น้ำหนักของเราจะหนักที่สุด) แต่สามารถเล่นได้ก่อน หรือ หลังเที่ยง
2 ควรเล่นหลังจากรับประทานแล้วอย่างน้อย 2-3 ชม เพราะช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่ร่างกายกำลังย่อยอาหาร ซึ่งร่างกายมีความต้องการ พลังงาน เลือด ออกซิเจนไปช่วยในการย่อยอาหาร หากเราออกกำลังกายช่วงนั้นจะทำให้ร่างกายแย่งเลือด และ ออกซิเจนเพื่อไปเผาผลาญในส่วนอื่น ซึ่งจะส่งผลในทางลบกับร่างกายในระยะยาว
3 ไม่ควรเล่นหลัง 3 ทุ่มไปแล้ว เพราะจะทำให้ร่างกายตื่นตัวเกิน จะมีการเผาผลาญซึ่งใช้เวลา 2 ชั่วโมง ซึ่งอาจส่งผลแก่การนอนหลับ (ปกติจะมีเวลาชีวิต ซึ่งแนะนำให้นอน ก่อน เที่ยงคืน)
4 หากเป็นคนอ้วนต้องการการเผาผลาญมาก แนะนำให้เล่น ตอนเช้า เพราะร่างกายจะเผาผลาญได้ดี แต่คนผอม คลอเลสเตอรอลสูง เลือดจาง ระบบการเผาผลาญไม่มีปัญหา หากเล่นตอนเช้าจะเพลีย เหนื่อยง่าย รู้สึกง่วงนอนตอนช่วงบ่าย ซึ่งคนผอมโดยทั่วไป จะมีลักษณะที่เป็นคนเครียดง่าย มีการสะสม toxic คื่อกรดเลคติคในร่างกายมาก ผิวแห้งผม แห้ง ท้องผูก และนอนหลับยาก คนผอมเหล่านี้ควรจะเล่น ช่วงเย็นจะดีกว่า เพราะเป็นการล้างกรดแลคติคออกไป หลังจากเล่นแล้ว จะนอนหลับสบาย
5 การใช้เวลาเล่นควรจะอย่างน้อย 1 ชม และแนะนำให้อยู่ในที่อากาศปกติ (ไม่ควรเล่นในห้องแอร์) เพราะจะช่วยในการหายใจ และ จะทำให้เหงื่อออกได้ เมื่อเหงื่อออกจะช่วยขับของเสียในร่างกายค่ะ

อาหารอันตรายขณะท้องว่าง

posted on 08 Feb 2008 09:38 by we-are-healthy

           อาหารทุกชนิดก็มีประโยชน์ แตกต่างกันออกไป แต่ก็มีอาหารอีกบางชนิด ที่เป็นอาหารที่เมื่อทานในขณะที่ท้องไม่ว่างนั้น จะเกิดประโยชน์ แต่ถ้าเกิดทานขณะท้องว่างรับรองว่า เกิดโทษมากกว่าประโยชน์แน่นอน เรามาดูกันดีกว่าค่ะว่า อาหารชนิดใดบ้างที่ห้ามรับประทานขณะท้องว่าง
นมและนมถั่วเหลือง
แม้ว่านมถั่วเหลืองจะอุดมไปด้วยโปรตีน แต่จะเกิด ประสิทธิภาพมากที่สุด เมื่อกระเพาะอาหารมีสารประเภทแป้งอยู่

เหล้า
หากดื่มเหล้าในขณะท้องว่าง จะไปกระตุ้นเยื่อบุกระเพาะอาหาร ทำให้เป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบ และเป็นแผลในกระเพาะอาหารได้

น้ำตาลหรืออาหารหวาน
ไม่ควรรับประทานอาหารหวานหรือน้ำตาล เช่น น้ำอัดลม ลูกอม ช็อกโกแลต เพราะหากรับประทานขณะท้องว่าง
จะทำให้โปรตีนรวมตัวกับน้ำตาลส่ง ผลต่อการ ดูดซึมโปรตีนทุกชนิด และลดสมรรถภาพการทำงานของระบบหมุนเวียนเลือดและไต

ชาที่แก่เกินไป
ชาทำให้กรดเกลือในน้ำย่อยในกระเพาะอาหารเจือจาง ส่งผลให้การทำงานของระบบย่อยอาหารลดลง และเกิดอาการใจสั่น เวียนศีรษะ
มือเท้าไม่มีแรง จิตใจไม่สงบ

ลูกพลับ
ไม่ควรรับประทานลูกพลับในขณะที่ท้องว่าง เพราะกระเพาะอาหารจะหลั่ง กรดเกลือออกมามาก หากไปรวมตัวกับยาง และสารแขวนลอยในลูกพลับแล้ว จะทำให้เจ็บหน้าอก คลื่นไส้ และเป็นแผลในกระเพาะอาหาร

กล้วย
เพราะกล้วยอุดมไปด้วยธาตุแมกนีเซียม การรับประทานกล้วยขณะท้องว่าง จะทำให้ปริมาณธาตุแมกนีเซียมในเลือดสูงขึ้น ทำให้สูญเสียสัดส่วนของแคลเซียมและแมกนีเซียมไป เป็น การยับยั้งการทำงานของหลอดเลือดหัวใจ เป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างยิ่ง

กระเทียม
เพราะจะทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารได้รับการกระตุ้น เกิดโรค กระเพาะอาหารอักเสบอย่างรุนแรง ผัก การรับประทานผักอย่างเดียวขณะท้องว่าง จะทำให้กระเพาะอาหารเกิดอาการผิดปกติ

นอกจากนั้นยังไม่ควรอาบน้ำหลังออกกำลังกาย ด้วยเช่นกัน เพราะการอาบน้ำและ การออกกำลังกายภายในขณะที่ท้องว่าง จะทำให้เกิดอาการช็อก เนื่องจากน้ำตาลในเลือดต่ำได้ง่าย

 

ชีวจิตคืออะไร ?

posted on 08 Feb 2008 09:27 by we-are-healthy

 ชีวจิต

          ชีวจิต เป็นแนวความคิดต่อเรื่องสุขภาพแบบองค์วม(Holistic) คือผนวกรวมเอา "ชีว" ที่หมายถึง "กาย" รวมเข้ากับ "จิต" ที่หมายถึง "ใจ" ให้เป็นสองภาคของชีวิตที่มีผลต่อกันและกันโดยตรง ไม่อาจแยกกายออกจากจิต และจิตย่อมกระทบถึงกายเช่นเดียวกัน ความหมายและการปฏิบัติตัวตามแนวทางของชีวจิต จึงอาจอธิบายได้ว่า คนเราจะมีความสุขความแข็งแรงได้ก็ต่อเมื่อกายและใจทำงานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (Wholeness as Perfection)

          การใช้ชีวิตให้เป็นไปตามธรรมชาติ บริสุทธิ์ละเรียบง่าย เป็นแก่นความคิดสำคัญอีกประการหนึ่งของชีวจิต ใช้ชีวิตในที่นี้หมายรวมถึง การบริโภคอาหารสุขภาพที่มาจากธรรมชาติและมีการดัดแปลงน้อยที่สุด รวมถึงการบริโภคผลิตภัณฑ์ใดๆที่มาจากธรรมชาติหรือใกล้เคียงกับธรรมชาติมากที่สุด เพื่อให้ชีวิตหลุดพ้นจากความยุ่งเหยิงวุ่นวายของสังคมแบบวัตถุนิยมในปัจจุบัน ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคสมัยใหม่นานัปการ

          แนบเนื่องกับแนวปฎิบัติทางร่างกาย ต้องมีการปฏิบัติทางใจควบคู่ไปด้วย เป้าหมายของการฝึกจิตใจ เป็นไปเพื่อความสงบ เกิดปัญญา มองเห็นสัจธรรมของโลกและชีวิต ทั้งนี้การใช้ชีวิตและจิตใจให้เป็นไปตามแนวทางของชีวจิตไม่ใช่เรื่องยุ่งยากซับซ้อน ตรงข้ามกลับเป็นความพยายามทำชีวิตให้เรีบบง่ายที่สุด แจ่มใสและมีความกลมกลืนกับธรรมชาติมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้สุขภาพเกิดความสมดุลและกระตุ้นให้ ภูมิชีวิต (Immune System) ที่เป็นเกราะคุ้มกันสุขภาพตามธรรมชาติ ซึ่งมีอยู่ในมนุษย์ทุกคน ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ การจะตรวจสอบว่าตัวเองดำเนินชีวิตได้ใกล้เคียงกับแนวชีวจิตเพียงใด หรือบกพร่องไปเพียงใดนั้น อาจทดสอบได้จากหลักการของ FASJAMM ซึ่งว่าด้วยรูปแบบและอาการต่างๆทางกายและจิต ที่ทำให้บุคคลนั้นๆ มีสุขภาพกายและจิตแตกต่างกันไป

          จึงอาจพูดได้ว่า เมื่อระวังรักษาร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอตามแนวคิดของชีวจิต ภูมิชีวิตซึ่งเป็นหมอภายในร่างกายของมนุษย์ก็ย่อมทำงานได้เต็มหน้าที่ เป็นเครื่องป้องกันด่านแรกที่คุ้มกันเราจากโรคทั้งปวง แต่เมื่อใดก็ตามหากเกิดเหตุสุดวิสัย มีโรคภัยไข้เจ็บเกิดกับร่างกาย การรักษาตามแนวทางของชีวจิต ยังคงยึดหลักของการเยียวยาแบบองค์รวม เช่นเดียวกับการป้องกันในเบื้องต้น วิธีบำบัดหลักๆของชีวจิต ได้ผสมผสานองค์ความรู้และวิธีการต่างๆ ดังต่อไปนี้

ใช้ธรรมชาติเป็นยา


ใช้อาหารเป็นยา


ใช้แนวทางการแพทย์แบบผสมผสาน
แผนปัจจุบัน Conventional , Orthodox , Allopathic
Wholistic (Holistic)
Macrobiotics
แบบจีนและการฝังเข็ม
อายุรเวทและโยคะ
สมุนไพร
การนวดกดจุด การนวดฝ่าเท้า และบริหารโดอิน
แบบอื่นๆ


การบริหารและการออกกำลัง (ใช้แบบผสมผสาน)
โดอิน / โยคะ / นวดกดจุด
การยืด ส่ง และดัน
Chiropractic
การรำตะบอง
          แต่ก่อนจะถึงมือแพทย์ หรือลงมือรักษาด้วยการแพทย์ทางเลือกใดๆก็ตาม หนทางที่ดีที่สุดในการดูแลสุขภาพ
ตามแนวชีวจิต ก็คือการป้องกันสุขภาพไว้แต่ต้นมือ โดยให้สอดแทรกอยู่ในวิถีชีวิตแต่ละวันนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกรับประทานอาหารชีวจิต การกระตุ้นให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า แก้อาการอ่อนเพลียด้วย น้ำอาร์ซี ซึ่งมีส่วนผสมของกลูโคส DNA/RNA และวิตามินแร่ธาตุจากธรรมชาติ การบริโภค น้ำเอนไซม์ ที่คั้นจากผักและผลไม้สดๆที่จะช่วยบำรุงระบบต่างๆของชีวิตให้ทำงานได้ดีขึ้น

          รวมไปถึงการขจัดพิษ (TOXIN) ซึ่งเกิดจากเชื้อโรค สิ่งแปลกปลอม มลภาวะต่างๆ จากสิ่งแวดล้อม หรือแม้แต่จากความเครียดที่สะสมชีวิตประจำวัน ให้บรรเทาเบาบางไปจากร่างกายด้วยการล้างพิษ หรือเรียกง่ายๆ ว่าการทำ "ดีท็อกซ์" (DETOXIFICATION) เมื่อพิษต่างๆลดลง ก็จะทำให้ระบบภูมิชีวิตทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องควบคุมไม่ให้เกิดการสะสมใหม่เพิ่มมากขึ้นอีก

          ท้ายที่สุด อุดมการณ์ของชีวจิตหาใช่เรื่องที่ปฏิบัติได้ยากเย็นแต่อย่างใด สิ่งที่อยู่เหนือไปกว่าหลักปฏิบัติทั้งปวง ล้วนแต่เป็นเรื่องของวิธีการคิด ซึ่งยืนอยู่บนหลักการ 5 ข้อ คือ ชีวิตที่ยึดเอาธรรมชาติเป็นหลัก , ชีวิตที่มีความพอดีและเรียบง่าย , ชีวิตที่เป็นไปเพื่อความเป็นเลิศของสุขภาพกาย-ใจ , ชีวิตที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกันและรักกันฉันพี่น้อง และ ชีวิตที่ดำเนินไปเพื่อสร้างสังคมที่ยุติธรรม ไม่เอารัดเอาเปรียบ เพียงปฏิบัติได้ตามหลักการเหล่านี้ก็เท่ากับเข้าใจแนวคิดของชีวจิตอย่างถ่องแท้แล้ว 

edit @ 8 Feb 2008 09:37:29 by we-are-healthy